UnicornFurniture

โลก 360 องศาวันนี้ เรายังคงอยู่ใน "ประเทศเลบานอน" อย่างที่ได้นำเสนอให้ผู้อ่านทราบกันบ้างแล้วเกี่ยวกับข้อมูลเบื้องต้นรวมทั้งประวัติศาสตร์ของประเทศนี้

รวมถึงได้บอกผู้อ่านให้ทราบว่าประเทศนี้มีอะไรที่มากกว่าสงคราม ซึ่งวันนี้เราจะมาติดตามว่ามีอะไรกันบ้าง
ทุกครั้งที่เราเดินทางไปยังประเทศต่างๆ ไม่ว่าจะอยู่องศาใดของโลกก็ตามแต่ สิ่งหนึ่งที่เราต้องเรียนรู้ก็คือเรื่องประวัติศาสตร์ของประเทศนั้นๆ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร และอีกสิ่งหนึ่งที่เราปฏิเสธไม่ได้ก็คือเรื่องของ "คน" ซึ่งสามารถที่จะสะท้อนออกมาผ่านทางวัฒนธรรม ประเพณี รวมถึงความเป็นอยู่ของคนชนชาติเหล่านั้น

โดยปกติแล้วประเทศที่เพิ่งจะผ่านพ้นสงคราม ประชาชนมักจะมีความแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เพื่อความอยู่รอดของตัวเองกันอยู่เสมอ แต่สิ่งเหล่านั้นเรากลับไม่พบในเลบานอน

การต้อนรับขับสู้อย่างเป็นมิตร และพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ นี่ต่างหากคือสิ่งที่เราได้สัมผัส และต้องบอกว่าสิ่งเหล่านี้คือคุณลักษณะพื้นฐานของชาวเลบานิส ซึ่งนั่นอาจจะเป็นเพราะว่าที่นี่ไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจ ที่นี่ไม่มีน้ำมัน ที่นี่ไม่มีทอง สิ่งที่มีก็เป็นเพียงซากปรักหักพังของตัวอาคาร และคราบเขม่าดินปืนจากสงคราม เมื่อเป็นเช่นนี้ชาวเลบานิสจึงตระหนักได้ว่าสิ่งที่สำคัญที่จะช่วยดึงดูดผู้คน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว หรือนักลงทุนต่างชาติก็คืออัธยาศัยใจคอที่เป็นมิตรไมตรีนั่นเอง

มากไปกว่านั้นชาวเลบานิสส่วนใหญ่ยังให้ความสำคัญกับครอบครัวและเพื่อน ไม่เว้นแม้แต่เพื่อนใหม่อย่างพวกเรา ซึ่งถึงแม้เราจะเป็นแขกจากต่างบ้านต่างเมืองและมาถึงที่นี่ได้เพียงไม่กี่วัน แต่ก็ได้รับการเชิญให้ไปเยี่ยมบ้าน ที่ต้องบอกว่าเป็นบ้านในรูปแบบเลบานิสของแท้เลยทีเดียว

มากไปกว่านั้นอาหารพิเศษที่ทางเจ้าของบ้านเตรียมไว้ให้เรานั้น ก็ได้สร้างความประทับใจให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก และนี่ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมิตรของคนที่นี่

การที่ได้เยี่ยมชมบ้านของชาวเลบานิสทำให้เราเห็นถึงวิถีชีวิตของคนที่นี่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งพบว่ามีการผสมผสานวิถีชีวิตแบบชาวตะวันออกและชาวตะวันตกเข้าด้วยกัน นั่นคือ การให้ความสำคัญกับระบบครอบครัว มีการดูแลซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นลักษณะของชาวตะวันออก แต่ในขณะเดียวกันก็ยึดรูปแบบของชาวตะวันตกในการทำงาน คือ การทำงานหนักและทำงานอย่างมีระบบนั่นเอง

ไม่ใช่แค่เพียงวิถีในการดำรงชีวิตเท่านั้นที่มีการผสมผสาน 2 วัฒนธรรมเข้าไว้ด้วยกัน ตึกรามบ้านช่องและอาคารต่างๆ ของที่นี่ก็ได้รับอิทธิพลมาจากฝั่งยุโรปด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากประเทศฝรั่งเศส นั่นเป็นเพราะว่าเลบานอนเคยอยู่ภายใต้การปกครองของฝรั่งเศส

เรื่องของการแต่งกายของคนที่นี่ก็ดูเหมือนว่าได้รับวัฒนธรรมจากทางด้านตะวันตกด้วยเช่นกัน เพราะโดยปกติแล้วประเทศที่มีศาสนาอิสลามเป็นศาสนาประจำชาติ การแต่งกายของผู้หญิงนั้นจะต้องแต่งกายมิดชิดตามหลักคำสอนของศาสนา โดยเฉพาะต้องมีการคลุมศีรษะ หรือเรียกว่า "ฮิญาบ" แต่เราพบเห็นผู้หญิงที่นี่ส่วนใหญ่แต่งกายตามสมัยนิยม ซึ่งแตกต่างจากประเทศมุสลิมอื่นๆ ที่เราเคยสัมผัสมา

ดูเหมือนว่าการผสมผสานสิ่งต่างๆ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องของวัฒนธรรมที่เกี่ยวกับความเป็นตะวันตกหรือตะวันออกเท่านั้น เพราะผู้คนที่นี่ก็ได้รับการขึ้นชื่อว่ามีความหลากหลายในทุกๆ ด้านอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเชื้อชาติ ศาสนา หรือแม้กระทั่งนิกายความเชื่อ

ถึงแม้ที่นี่จะเต็มไปด้วยความหลากหลายไม่ว่าจะเป็นเชื้อชาติหรือศาสนาใดๆ ก็ตาม ซึ่งความแตกต่างเหล่านั้นอาจจะเคยสร้างปัญหาในอดีต แต่ในปัจจุบันผู้ที่อาศัยที่นี่สามารถหาจุดร่วมที่จะอยู่ด้วยกันได้อย่างสันติสุข ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการอยู่ร่วมกันก็คือ สถาบันทางการเมืองของประเทศนี้ ซึ่งประธานาธิบดีจะเป็นคริสเตียน ส่วนนายกรัฐมนตรีนั้นเป็นชาวมุสลิมนิกายสุหนี่ เช่นเดียวกับประธานรัฐสภาก็จะมาเป็นชาวมุสลิมแต่เป็นนิกายชีอะห์

โดยจะเห็นได้ว่าถึงแม้รัฐบาลจะมาจากศาสนา รวมถึงนิกายที่แตกต่างกันแต่ก็สามารถที่จะร่วมกันพัฒนาประเทศได้
เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัย American University of Beirut ซึ่งถือว่าเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในเลบานอน มีจำนวนนักเรียนทั้งหมด 7,000 คน เป็นนักเรียนต่างชาติทั้งสิ้น 1,500 คน โดยมาจาก 68 ประเทศทั่วโลก เช่น สหรัฐอเมริกา บราซิล ซาอุดีอาระเบีย จีน เกาหลีใต้ และมาเลเซีย เป็นต้น

การที่มีจำนวนนักเรียนต่างชาติมาก ซึ่งแน่นอนแต่ละประเทศก็จะมีภาษา วัฒนธรรมประเพณี ศาสนาหรือความเชื่อที่แตกต่างกันไป แต่กลับพบว่าพวกเขาเหล่านี้สามารถที่จะเรียนหนังสือและใช้ชีวิตทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกันได้ มหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นเพียงอีกตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันบนความหลากหลายของผู้คนในประเทศนี้ ซึ่งในความหลากหลายนั้น เราก็พบว่ามีกลุ่มคนไทยอยู่ในนั้นด้วยเช่นกัน

การเดินทางมาประเทศเลบานอนในครั้งนี้ เราก็ได้มีโอกาสติดตามคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศของไทยที่เดินทางมาสร้างความสัมพันธไมตรีกับรัฐบาลเลบานอน โดยการนำของ คุณจริย์วัฒน์ สันตะบุตร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ

ถึงแม้ประเทศไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศเลบานอนตั้งแต่วันที่ 3 ก.พ. 2501 แต่การติดต่อสัมพันธ์ การค้าและการลงทุนระหว่างกันยังมีน้อยอยู่

โดยประเทศไทยเองเคยมีสำนักงานการค้าในต่างประเทศประจำกรุงเบรุตเป็นแห่งแรกในแถบภูมิภาคตะวันออกกลาง และได้ย้ายไปอยู่ที่ประเทศอิหร่านเมื่อคราวเกิดสงครามการเมือง แต่ในปัจจุบันใช้สำนักงานที่กรุงดูไบเป็นผู้ดูแลแทน

นอกจากการเดินทางมาเพื่อสานความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างทั้งสองประเทศแล้ว ทางคณะกระทรวงการต่างประเทศยังได้ถือโอกาสนี้เยี่ยมเยือนคนไทยที่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งมีประมาณ 80 คน โดยมีแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มทำทองทำเพชร และอีกกลุ่มคือ ทำงานในร้านอาหารไทย ถึงแม้ประเทศไทยยังไม่มีการสถาปนาสถานทูตในเลบานอน แต่ก็พบว่าคนไทยที่นี่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสะดวกสบาย เพราะรัฐบาลได้แต่งตั้งกงสุลกิตติมศักดิ์เพื่อคอยดูแล

แต่ดูเหมือนว่าส่วนที่สำคัญก็คือเลบานอนเป็นประเทศเปิด มีความหลากหลายในด้านต่างๆ และมีการผสมผสานความหลากหลายได้อย่างลงตัว จึงสามารถรับคนในชนชาติต่างๆ เข้าสู่สภาพสังคมได้อย่างง่ายนั่นเอง

สัปดาห์หน้าเราจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จักกับอาหารการกินของประเทศนี้ อาหารที่มีผู้คนยกย่องว่า มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก และอย่าลืมติดตามองศาต่างๆ ของประเทศเลบานอนได้ในรายการโลก 360 องศา ทุกวันเสาร์ เวลา 21.3022.00 น. ทาง ททบ. 5